คนเราปวดท้องได้หลายสาเหตุ บ้างก็หาสาเหตุได้
บ้างก็หาสาเหตุไม่ได้ง่ายๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ายังมีสาเหตุที่ปวดท้องเพราะ
ลำไส้นั้นขาดเลือด เพราะเวลาเรารับประทานอาหารเข้าไป ลำไส้จะทำงานมากกว่าปกติ
จึงต้องใช้เลือดมาเลี้ยงเพื่อทำหน้าที่ย่อย
และดูดซึมอาหาร แต่ถ้าเลือดไหลมาเลี้ยงไม่พอก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง
การที่เลือดมาเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอเกิดจากการที่ หลอดเลือดแดงมันตีบตันจากไขมัน
ไปพอกพูนใต้เยื่อบุหลอดเลือดแดงทำให้มันแข็งตัวตีบลงๆ เมื่อมันตีบลงถึงจุดหนึ่งจะทำให้
เกิดอาการขาดเลือดหลังอาหาร
คนที่เป็นโรคนี้มีอาการสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ กลัวการกินในคนที่มีอาการขาดเลือดแบบค่อยเป็นค่อยไปอาการปวดท้องมักเกิดขึ้น
หลังอาหารมื้อใหญ่ประมาณ 15 30 นาที คือตอนที่ลำไส้เริ่มทำการย่อยอาหาร
อาการปวดมักจะเป็นแบบตื้อๆ ปวดไม่ชัด มักจะอยู่
แถวๆ กลางท้องหรือที่ท้องส่วนบน คนไข้อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย
เช่น คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเดิน เมื่อมีอาการมากเข้าก็จะเกิด
ความกลัวการกินอาหารทำให้น้ำหนักตัวลดลง คนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักจะเป็นคนสูงอายุ
นอกจากเรื่องความแก่แล้ว ปัจจัย
เสี่ยงอย่างอื่นก็คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ระดับไขมัน (โคเลสเตอรอล)
ในเลือดสูง ความอ้วน
การวินิจฉัยหาสาเหตุ ด้วยการส่องกล้องแยกโรคในกระเพาะอาหาร
ทำอัลตราซาวน์แยกโรคนิ่วในถุงน้ำดี เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ แยกโรคตับ
ไต และม้าม ถ้ายังไม่พบสาเหตุอีกก็จำเป็นต้องใช้อัลตราซาวน์ชนิดพิเศษตรวจหลอดเลือดลำไส้
โดยการใส่สายสวน
เข้าเหลอดเลือดลำไส้แล้วฉีดสารทึบรังสี เมื่อหาสาเหตุได้แล้ว
มีวิธีการรักษาอยู่ 2 วิธีคือ ผ่าตัด กับ ไม่ผ่าตัด การผ่าตัด
อาจจะผ่าลง
ไปทำการเลาะตะกรันไขมัน (plaque) ที่พอกหลอดเลือดออก ทำให้ช่องทางไหลของเลือดตีบตัน
หรือผ่าตัดลงไปทำบายพาส คือ เอา
หลอดเลือดเทียมหรือหลอดเลือดดำจากส่วนขามาต่อให้เลือดไหลอ้อมตรงที่ตีบไปเลี้ยงลำไส้
และวิธีไม่ผ่าตัดคือ การสวนหลอดเลือด
แดงลำไส้แล้วใช้บอลลูนขยายส่วนตีบ บอลลูนจะไปดันให้ไขมันยุบตัวติดผนัง
เสร็จแล้วเอาหลอดตาข่ายที่เขาเรียกว่าสเต๊นท์
(stent) ใส่ค้ำผนังหลอดเลือดส่วนที่ถูกขยายไว้ไม่ให้มันยุบตีบกลับเข้ามาใหม่
ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้บางกรณีเท่านั้น
ถ้ารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ควรรักษาเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
เพราะการขาดเลือดที่เป็นไม่มากจากการตีบของหลอดเลือด อาจ
จะเกิดเป็นมากขึ้นมาอย่างเฉียบพลันก็ได้ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นผู้สูงอายุ
ควรจะลด ละ เลิก สิ่งที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น งดบุหรี่ ลด
ไขมัน ฯลฯ
ข้อมูลจาก : นิตยสาร Health Today ปีที่
2 ฉบับที่ 20 เดือนพฤศจิกายน 2545
|